วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ปรัชญาความคิดที่ผูกติดกับบะหมี่แห้ง

                     
(http://www.bloggang.com/data/chim/picture/1329791181.jpg)


                            พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าทุกๆสิ่งในโลกล้วนเป็นอาจารย์ของเรา ไม่เว้นแม้กระทั่งบะหมี่แห้ง บะหมี่เป็นอาหารจากชาติใดผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ตั้งแต่เด็กๆ ผมก็ชอบกินมันอยู่แล้ว ครั้นวัยเด็ก ไม่ทราบว่าผู้อ่านทุกๆท่านเป็นเหมือนผมหรือไม่ ผมไม่อาจแยกแยะความแตกต่างของบะหมี่แห้งและบะหมี่น้ำออก บ่อยครั้งที่ผมสั่งบะหมี่น้ำและทิ้งน้ำซุปไปเพื่อจะกลายเป็นหมี่แห้ง บางครั้งใส่น้ำซุปในบะหมี่แห้งเพราะอยากทานบะหมี่น้ำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมรู้สึกว่าอยากทานแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ เลยใส่น้ำแบบขลุกขลิก(ว่าไปนั่น 555) จนเมื่อผมโตขึ้นจึงเริ่มแยกแยะออกว่าความแตกต่างระหว่างบะหมี่แห้งและบะหมี่น้ำนั้นเป็นอย่างไร ยิ่งโตมากขึ้นผมก็ยิ่งเข้าใจถึงความแตกต่างได้มากขึ้น มันก็อาจเปรียบได้กับชีวิตมนุษย์กระมัง ครั้นเรายังเด็ก เรามักจะแยกแยะสิ่งต่างๆ ไม่ได้ แต่พอโตขึ้นก็จะแยกแยะสิ่งดีชั่วได้มากขึ้นนั่นเอง

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การตลาดกับแพทย์แผนไทย ตอนที่ 1

         


             ในยุคปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความสำคัญของเงินได้ เพราะเงินสามารถซื้อสิ่งต่างๆเพื่อตอบสนองทางร่างกายและให้ความสะดวกสบาย ส่วนหน้าที่ทางอ้อมของเงินยังเป็นเครื่องแบ่งระดับหรือความรับผิดชอบของงานที่บุคคลนั้นทำในสายงานนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารยิ่งมีตำแหน่งสูงขึ้นก็จะมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นตาม แล้วสำหรับแพทย์แผนไทยล่ะ พวกเราทุกคนเคยถามตัวเองไหมว่าเงินเดือนของเราแบ่งเราให้มีตำแหน่งหรือความรับผิดชอบระดับไหน แล้วเงินเดือนนั้นเพียงพอต่อชีวิตประจำวันหรือเปล่า เราจึงเห็นแพทย์แผนไทยหลายท่านที่เรียนจนจบ แต่ต้องเปลี่ยนสายงานไปด้านอื่น หรือทำงานอื่นเสริม
             คำถามคือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? ทุกท่านทราบไหมครับว่าจริงๆ แล้วเงินไม่เคยมีมูลค่าที่แท้จริงเลย การพยายามกำหนดค่าให้กับมันคือผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เหมือนประเทศไทยเมื่อปี 40 ที่อัตราการแลกเปลี่ยนที่คงที่ จนทำให้ผลกระทบตามมาและก้าวสู่การลอยตัวค่าเงินบาท ฉะนั้น ค่าของเงินจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งมีให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

             ตัวอย่าง หากใครที่มีอายุ 15 ปี ขึ้นไปคงได้ทันช่วงหนึ่งของปรากฏการณ์ชาไข่มุก ในอดีตเมื่อก๋วยเตี๋ยวในประเทศเรายังราคาถ้วยละ 20 บาท แต่ชาไข่มุกแก้วละ 30 บาท และขายดีโคตรรรรร จนกระทั่งปัจจุบัน ก๋วยเตี๋ยวบ้านเราราคาถ้วยละ 35 บาท แต่ชาไข่มุกกลับเหลือแก้วเฉลี่ยประมาณ 20 บาท ส่วนเหตุผลที่ทำไมราคาชาไข่มุกถึงลดลงขนาดนี้ เนื่องมาจาก คุณค่าของชาไข่มุกนั้นมีไม่ถึง 20 บาทแต่ด้วยการตลาดและโฆษณาทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปถึง 30 บาท แต่ในที่สุดแล้วคุณค่าของมันก็จะกลับลงมาที่เดิม
              เราสามารถนำกรณีศึกษาเรื่องชาไข่มุกนี้มาแก้ปัญหาเรื่องเงินเดือนของแพทย์แผนไทย คือ เราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลลที่พิจารณาเงินเดือน ในที่นี้คือรัฐบาล คำถามที่เรามักจะได้ยินคือ "จ้างแพทย์แผนไทยคุ้มหรือ" คุ้มครับ แต่เราต้องหาจุดแข็งของเราเองก่อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
             ตอนต่อไปเรามาติดตามกันนะครับว่า การสร้างจุดแข็ง หรือการสร้างbrand ให้กับแพทย์แผนไทยนั้นจะทำอย่างไร

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เจริญกัมมัฏฐานกับธาตุทั้ง 4

เจริญกัมมัฏฐานกับธาตุทั้ง 4




                 กัมมัฏฐาน เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียนแพทย์แผนไทย ทำไมก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอนวิชาการแพทย์แผนไทยจึงต้องมีการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ คำถามนี้คงอยู่ในหัวใจของผมมาตลอดการเรียนวิชาแผนไทย 4 ปี กระทั่งเรียนจบ ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ โดยมากจะเป็นไปในทางความเชื่อเสียมากกว่า แต่เมื่อสักสองอาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ไปบวชเรียนอยู่ที่วัดท่ามะโอจังหวัดลำปาง คำตอบของคำถามก็ดูกระจ่างมากขึ้น
                วัดท่ามะโอเป็นวัดพม่า ฉะนั้นจึงมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติสูง ผมขณะที่เป็นพระใช้สมยานามทางธรรมว่า “สุขกิจโจ” กิจกรรมที่ปฏิบัติเป็นประจำคือ บิณฑบาต กวาดลานวัด และทำวัตร แต่สิ่งหนึ่งซึ่งวัดท่ามะโอจะแตกต่างจากวัดอื่นคือ พระทุกรูป ต้องเข้าปฏิบัติกรรมฐานด้วย สถานที่ปฏิบัติกรรมฐานของวัดท่ามะโอนั้น ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.. 2547 ปัจจุบันมี  4 อาคาร ภายในมีห้องพัก และห้องน้ำ ในขณะที่พระเข้าปฏิบัติกรรมฐานจะไม่ต้องบิณฑบาต แต่อาศัยอาหารที่เช้าบ้านประเคนให้แทน

                ผมเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั้งสิ้น 7 วัน มีกิจวัตรประจำวันคือ ทานอาหาร ทำวัตร และเจริญกัมมัฏฐานเท่านั้น การปฏิบัติของที่นี้จะโดดเด่นอีกอย่างโดบจะเน้น ให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกถึงสภาวธรรม มากกว่าการบริกรรม คำว่า “สภาวธรรม” หมายถึง ความรู้สึกของเราขณะที่จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ จนไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของกายสังขาร และรู้สึกถึงสภาวะของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งเป็นความจริงแท้ของชีวิต ผมเองก็ได้ปฏิบัติตามจนรู้สึกและเข้าใจสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ในขณะที่ศึกษาถึงความหมายของธาตุทั้งสี่ คือ ธาตุดิน แข็ง, ธาตุลม มีลักษณะที่เคลื่อนไหว, ธาตุน้ำ มีลักษณะที่เกาะกุม, ธาตุไฟ มีความร้อนและเบา ทางวัดยังได้มีการอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเราสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หลังจากนั้นจึงมาอธิบายถึงสภาวธรรม
                คัมภีร์วิสุทธิมรรค รจนาโดย พระพุทธโฆษาจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดีย เมื่อ พ..956 ซึ่งได้สรุปความจากพระไตรปิฏกไว้อย่างครบถ้วน โดยคำว่า “วิสุทธิมรรคนั้น” หมายถึง หนทางสู่พระนิพพาน  ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง 4 นั้นได้ อธิบายไว้อย่างละเอียด ในปริเฉทที่ 11 สมาธินิเทศ ในหัวข้อย่อย วิธีเจริญกัมมัฏฐาน, ปฐวีธาตุ, อาโปธาตุ, เตโชธาตุ, วาโยธาตุ, ธาตุ  4 เป็นมหาภูติ ในที่นี้ผมจะขออนุญาตสรุปตามที่ผมอ่านแล้วเข้าใจให้ฟังนะครับ
คัมภีร์วิสุทธิมรรค

                ในส่วนของหัวข้อวิธีเจริญกัมมัฏฐานนั้น ในคัมภีร์จะเปรียบเทียบให้เราเห็นความเข้าใจเรื่องธาตุทั้ง 4 ที่แตกต่างกันใน 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรกเข้าใจธาตุทั้ง 4 ในลักษณะรูปธรรม เช่น ธาตุดิน คืออะไรที่แข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ส่วนลักษณะที่สองคือเข้าใจธาตุทั้ง 4 ในลักษณะของสภาวธรรม คือ เข้าใจว่า ทุกๆส่วนของร่างกาย สามารถที่จะเป็นได้ทั้ง 4 ธาตุ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบ หลังจากนั้นจึงจำแนกธาตุทั้ง 4 ในลักษณะของรูปธรรมออกไปอีก 4 หัวข้อ คือ ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) และวาโยธาตุ(ธาตุลม) จนกระทั่งหัวข้อสุดท้ายจึงมาสรุปว่าธาตุทั้ง 4 คือ มหาภูติ อันหมายถึง สภาวะที่ไม่มีอยู่จริงแต่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย คล้ายกับสภาวธรรมขณะที่เจริญกัมมัฏฐานนั่นเอง
                หลังจากการบวชจบลง ผมรู้สึกว่า เราเรียนแพทย์แผนไทยกันแต่เปลือกนอก ไม่ได้เข้าใจลักษณะและต้นตอความเป็นมาที่แท้จริง จึงทำให้บางครั้งผู้เรียนเองรู้สึกสับสน และลังเลใจกับศาสตร์ด้านนี้ ผมว่าคงถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่หลายๆท่านในสังคม จะลุกขึ้นมาปรับและลดในส่วนการเรียนการสอน เพื่อทำให้แพทย์แผนไทยปรับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง


วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จบแพทย์แผนไทยทำอะไรดีเอ่ยยยย?

                คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับสาขาอาชีพเกิดใหม่อย่างแพทย์แผนไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ ก่อนจะตอบว่าจบมาทำอะไร ผมในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์จะอธิบายความหมายที่ถูกต้องของแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์ก่อนนะครับว่าต่างกันอย่างไร
                ในความจริงแล้วแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์แทบจะไม่แตกต่างกันเลยในเรื่ององค์ความรู้จะแตกต่างกันมากก็ในเรื่องของกฏหมาย โดยสภาของทั้งสองวิชชาชีพนี้แยกกัน และใบประกอบวิชาชีพที่แพทย์แผนไทยจะต้องสอบถึง 4 ใบ อันได้แก่ เวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ และหัตถเวชกรรม ในขณะที่แพทย์แผนไทยประยุกต์นั้นมีเพียงใบเดียวคือ ใบประกอบโรคศิลป์แพทย์แผนไทยประยุกต์
                ส่วนจบมาแล้วทำอะไรนั้น ผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของบุญกรรม เพราะ ปัจจุบันตำแหน่งงานของทั้งสองสาขาวิชายังมีไม่มาก ประกอบกับความเข้าใจของโรงพยาบาลหรือภาคเอกชนเองที่ตีความหมายของสองอาชีพนี้แตกต่างกัน หากใคร มีบุญ มากหน่อยอาจมีโอกาสได้ทำงานในหน่วยงานที่มีการสนับสนุนสายงานนี้อย่างเต็มที่ ทำให้ได้มีโอกาสพัฒนาและต่อยอดความรู้ของตนเอง เช่น โรงพยาบาลเคียนซา คลินิกอวตาร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น  แต่หากบุญของท่านยังไม่มากพอ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งของหมอท่านนั้นที่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะได้แสดงจุดยืนของตนในหน่วยงานได้อย่างเต็มที่
                ค่าตอบแทน แพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนไทยประยุกต์นั้น ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 4 ปี ตามกฏหมายแล้วควรจะได้รับเงินเดือน 15000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้น  โดยเฉลี่ยจะประมาณ 11000 – 12000 บาท และจะยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ต้องทำงานไปแล้วประมาณ 3-5 ปี จึงอาจจะได้รับโอกาส

                สุดท้ายนี้ ผมในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์คนหนึ่ง อยากที่จะบอกถึงทุกๆคน ที่อยากจะเข้ามาเรียนในสาขานี้ว่า หากเราคิดว่าจบมาแล้ว น้องจะมีระบบสายงานแบบแพทย์แผนปัจจุบัน คุณคิดผิดแล้วครับ สิ่งที่เราจำเป็นอย่างยิ่งในการเข้ามาเรียนสาขานี้ หากอยากจะประกอบอาชีพในวิชาชีพนี้อย่างภูมิใจ เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งในตำราเรียน หรือบุคคลซึ่งเป็นปราชญ์ในด้านต่างๆ เพื่อจะทำให้ตัวเราเอง เป็นแพทย์ที่มีคุณค่าต่อไปครับ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

บ่งต้อ คืออะไร



                 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับคำเชื้อเชิญจากเพื่อนๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ไปฝึกบ่งต้อที่ปากอ่าง ด้วยความสงสัยและความว่างจัด ผมจึงออกเดินทางพร้อมกระเป๋าเป๊ใบน้อยๆ ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ปากอ่าง จังหวัดกำแพงเพชร แม้จะยังไม่เคยเห็นโรงพยาบาลแต่ก็แอบคาดหวังในใจว่าน่าจะเป็นโรงพยาบาลประจำตำบลที่ใหญ่ เนื่องจาก มีศาสตร์ บ่งต้อ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เดินทางจนมาถึงขนส่งจังหวัดกำแพงเพชรก็ได้พบความจริงว่า ไม่มีใครรู้จักโรงพยาบาลแห่งนี้เลย
                 ขอบคุณ google map ที่ทำให้ผมทราบว่า โรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ด้านในเทศบาลตำบลแม่ลาย เมื่อผมไปถึง ได้พบกับ พี่ชเอม ขุมเพชร(หมอโอห์ม) หมอแผนไทยประจำโรงพยาบาลแห่งนี้และเพื่อนๆของผม
                                                                  พี่ชเอม ขุมเพชร(หมอโอห์ม)
                                                      
                   "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ผมเพิ่งจะได้รับรู้ก็วันนี้เอง เมื่อบรรยากาศภายในกับภายนอกนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายในส่วนของแพทย์แผนไทยถูกตกแต่งด้วยลายไทยอย่างสวยงาม ราวกับสปาหรูๆ ติดแอร์ มีเบาะหนังนั่งอย่างสบาย พี่ชเอมเป็นคนที่มีอัทธยาศัยดีมาก แกได้แนะนำเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาลแห่งนี้ พร้อมทั้งเปิดให้พวกเราซักถามข้อสงสัย 
                  อ่านมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า หลายๆท่านคงอยากทราบแล้วว่า บ่งต้อ คืออะไร?
                  บ่งต้อ เป็นศาสตร์การรักษาของแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งเชื่อว่า มีต้นกำเนิดมาจากเขมร หลังจากนั้นจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับคนไทย พี่โอห์มเล่าว่า ศาสตร์นี้แกได้เรียนมาจาก คุณครูสงครามอินบัว ซึ่งครูสงครามก็ได้เรียนมาจากครูอรุณนนทวารีย์ ปัจจุบัน ศาสตร์นี้ได้บรรจุในวิธีการรักษาของสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชรแล้ว



              บอร์ดซึ่งจัดทำโดย รพสต.ปากอ่าง ที่อธิบายความหมายและขั้นตอนการรักษา ขั้นตอนการรักษานั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
              1. การไหว้ครู
              2. การรักษา
              3. การดูแลตนเอง
              การไหว้ครู การไหว้ครูต่อนั้น จะกระทำทั้งก่อนและหลังรักษา โดยก่อนรักษานั้นผู้ป่วยจะต้องนำของมาบูชาครู ประกอบด้วย กล้วยห่ามๆ 1 หวี เงิน 12 บาท และเทียนน้ำมนต์ จากนั้นผู้รักษาจึงนำของเหล่านี้มาท่องคาถาและบูชาครู หลังจากรักษาเสร็จผู้รักษาจะมีการท่องคาถาและบูชาครูอีกครั้งเป็นอันเสร็จพิธี
              การรักษา ผู้รักษา จะทำการสะกิดหนามหวายเข้าที่หลังและดึงเส้นใยคล้ายกับกล้วยออกมา โดยขนาดและจำนวนแผลที่เปิดนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
              การดูแลตนเอง หลังจากการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยจะต้องงดทานกล้วยเป็นเวลา 3 วัน และงดของแสลง การรักษาจะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมาทำการรักษาติดต่อกัน 3 ครั้ง