วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

จบแพทย์แผนไทยทำอะไรดีเอ่ยยยย?

                คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับสาขาอาชีพเกิดใหม่อย่างแพทย์แผนไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ ก่อนจะตอบว่าจบมาทำอะไร ผมในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์จะอธิบายความหมายที่ถูกต้องของแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์ก่อนนะครับว่าต่างกันอย่างไร
                ในความจริงแล้วแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนไทยประยุกต์แทบจะไม่แตกต่างกันเลยในเรื่ององค์ความรู้จะแตกต่างกันมากก็ในเรื่องของกฏหมาย โดยสภาของทั้งสองวิชชาชีพนี้แยกกัน และใบประกอบวิชาชีพที่แพทย์แผนไทยจะต้องสอบถึง 4 ใบ อันได้แก่ เวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ และหัตถเวชกรรม ในขณะที่แพทย์แผนไทยประยุกต์นั้นมีเพียงใบเดียวคือ ใบประกอบโรคศิลป์แพทย์แผนไทยประยุกต์
                ส่วนจบมาแล้วทำอะไรนั้น ผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องของบุญกรรม เพราะ ปัจจุบันตำแหน่งงานของทั้งสองสาขาวิชายังมีไม่มาก ประกอบกับความเข้าใจของโรงพยาบาลหรือภาคเอกชนเองที่ตีความหมายของสองอาชีพนี้แตกต่างกัน หากใคร มีบุญ มากหน่อยอาจมีโอกาสได้ทำงานในหน่วยงานที่มีการสนับสนุนสายงานนี้อย่างเต็มที่ ทำให้ได้มีโอกาสพัฒนาและต่อยอดความรู้ของตนเอง เช่น โรงพยาบาลเคียนซา คลินิกอวตาร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นต้น  แต่หากบุญของท่านยังไม่มากพอ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งของหมอท่านนั้นที่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะได้แสดงจุดยืนของตนในหน่วยงานได้อย่างเต็มที่
                ค่าตอบแทน แพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนไทยประยุกต์นั้น ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 4 ปี ตามกฏหมายแล้วควรจะได้รับเงินเดือน 15000 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้น  โดยเฉลี่ยจะประมาณ 11000 – 12000 บาท และจะยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ต้องทำงานไปแล้วประมาณ 3-5 ปี จึงอาจจะได้รับโอกาส

                สุดท้ายนี้ ผมในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์คนหนึ่ง อยากที่จะบอกถึงทุกๆคน ที่อยากจะเข้ามาเรียนในสาขานี้ว่า หากเราคิดว่าจบมาแล้ว น้องจะมีระบบสายงานแบบแพทย์แผนปัจจุบัน คุณคิดผิดแล้วครับ สิ่งที่เราจำเป็นอย่างยิ่งในการเข้ามาเรียนสาขานี้ หากอยากจะประกอบอาชีพในวิชาชีพนี้อย่างภูมิใจ เราต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ทั้งในตำราเรียน หรือบุคคลซึ่งเป็นปราชญ์ในด้านต่างๆ เพื่อจะทำให้ตัวเราเอง เป็นแพทย์ที่มีคุณค่าต่อไปครับ

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

บ่งต้อ คืออะไร



                 เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับคำเชื้อเชิญจากเพื่อนๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ไปฝึกบ่งต้อที่ปากอ่าง ด้วยความสงสัยและความว่างจัด ผมจึงออกเดินทางพร้อมกระเป๋าเป๊ใบน้อยๆ ไปที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ปากอ่าง จังหวัดกำแพงเพชร แม้จะยังไม่เคยเห็นโรงพยาบาลแต่ก็แอบคาดหวังในใจว่าน่าจะเป็นโรงพยาบาลประจำตำบลที่ใหญ่ เนื่องจาก มีศาสตร์ บ่งต้อ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวของประเทศ แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เดินทางจนมาถึงขนส่งจังหวัดกำแพงเพชรก็ได้พบความจริงว่า ไม่มีใครรู้จักโรงพยาบาลแห่งนี้เลย
                 ขอบคุณ google map ที่ทำให้ผมทราบว่า โรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ด้านในเทศบาลตำบลแม่ลาย เมื่อผมไปถึง ได้พบกับ พี่ชเอม ขุมเพชร(หมอโอห์ม) หมอแผนไทยประจำโรงพยาบาลแห่งนี้และเพื่อนๆของผม
                                                                  พี่ชเอม ขุมเพชร(หมอโอห์ม)
                                                      
                   "ผ้าขี้ริ้วห่อทอง" ผมเพิ่งจะได้รับรู้ก็วันนี้เอง เมื่อบรรยากาศภายในกับภายนอกนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภายในส่วนของแพทย์แผนไทยถูกตกแต่งด้วยลายไทยอย่างสวยงาม ราวกับสปาหรูๆ ติดแอร์ มีเบาะหนังนั่งอย่างสบาย พี่ชเอมเป็นคนที่มีอัทธยาศัยดีมาก แกได้แนะนำเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาลแห่งนี้ พร้อมทั้งเปิดให้พวกเราซักถามข้อสงสัย 
                  อ่านมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า หลายๆท่านคงอยากทราบแล้วว่า บ่งต้อ คืออะไร?
                  บ่งต้อ เป็นศาสตร์การรักษาของแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งเชื่อว่า มีต้นกำเนิดมาจากเขมร หลังจากนั้นจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับคนไทย พี่โอห์มเล่าว่า ศาสตร์นี้แกได้เรียนมาจาก คุณครูสงครามอินบัว ซึ่งครูสงครามก็ได้เรียนมาจากครูอรุณนนทวารีย์ ปัจจุบัน ศาสตร์นี้ได้บรรจุในวิธีการรักษาของสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชรแล้ว



              บอร์ดซึ่งจัดทำโดย รพสต.ปากอ่าง ที่อธิบายความหมายและขั้นตอนการรักษา ขั้นตอนการรักษานั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
              1. การไหว้ครู
              2. การรักษา
              3. การดูแลตนเอง
              การไหว้ครู การไหว้ครูต่อนั้น จะกระทำทั้งก่อนและหลังรักษา โดยก่อนรักษานั้นผู้ป่วยจะต้องนำของมาบูชาครู ประกอบด้วย กล้วยห่ามๆ 1 หวี เงิน 12 บาท และเทียนน้ำมนต์ จากนั้นผู้รักษาจึงนำของเหล่านี้มาท่องคาถาและบูชาครู หลังจากรักษาเสร็จผู้รักษาจะมีการท่องคาถาและบูชาครูอีกครั้งเป็นอันเสร็จพิธี
              การรักษา ผู้รักษา จะทำการสะกิดหนามหวายเข้าที่หลังและดึงเส้นใยคล้ายกับกล้วยออกมา โดยขนาดและจำนวนแผลที่เปิดนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
              การดูแลตนเอง หลังจากการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ป่วยจะต้องงดทานกล้วยเป็นเวลา 3 วัน และงดของแสลง การรักษาจะได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมาทำการรักษาติดต่อกัน 3 ครั้ง