เจริญกัมมัฏฐานกับธาตุทั้ง 4
กัมมัฏฐาน
เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียนแพทย์แผนไทย
ทำไมก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอนวิชาการแพทย์แผนไทยจึงต้องมีการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์
คำถามนี้คงอยู่ในหัวใจของผมมาตลอดการเรียนวิชาแผนไทย 4 ปี
กระทั่งเรียนจบ ผมก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ
โดยมากจะเป็นไปในทางความเชื่อเสียมากกว่า แต่เมื่อสักสองอาทิตย์ที่แล้ว
ผมได้ไปบวชเรียนอยู่ที่วัดท่ามะโอจังหวัดลำปาง คำตอบของคำถามก็ดูกระจ่างมากขึ้น
วัดท่ามะโอเป็นวัดพม่า
ฉะนั้นจึงมีความเคร่งครัดในการปฏิบัติสูง ผมขณะที่เป็นพระใช้สมยานามทางธรรมว่า
“สุขกิจโจ” กิจกรรมที่ปฏิบัติเป็นประจำคือ บิณฑบาต กวาดลานวัด และทำวัตร
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งวัดท่ามะโอจะแตกต่างจากวัดอื่นคือ พระทุกรูป
ต้องเข้าปฏิบัติกรรมฐานด้วย สถานที่ปฏิบัติกรรมฐานของวัดท่ามะโอนั้น
ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ปัจจุบันมี 4 อาคาร ภายในมีห้องพัก และห้องน้ำ
ในขณะที่พระเข้าปฏิบัติกรรมฐานจะไม่ต้องบิณฑบาต
แต่อาศัยอาหารที่เช้าบ้านประเคนให้แทน
ผมเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั้งสิ้น
7 วัน มีกิจวัตรประจำวันคือ ทานอาหาร ทำวัตร และเจริญกัมมัฏฐานเท่านั้น
การปฏิบัติของที่นี้จะโดดเด่นอีกอย่างโดบจะเน้น ให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกถึงสภาวธรรม
มากกว่าการบริกรรม คำว่า “สภาวธรรม” หมายถึง ความรู้สึกของเราขณะที่จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ
จนไม่รับรู้ถึงการมีตัวตนของกายสังขาร และรู้สึกถึงสภาวะของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม
ธาตุไฟ ซึ่งเป็นความจริงแท้ของชีวิต
ผมเองก็ได้ปฏิบัติตามจนรู้สึกและเข้าใจสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ในขณะที่ศึกษาถึงความหมายของธาตุทั้งสี่
คือ ธาตุดิน แข็ง, ธาตุลม มีลักษณะที่เคลื่อนไหว, ธาตุน้ำ
มีลักษณะที่เกาะกุม, ธาตุไฟ มีความร้อนและเบา ทางวัดยังได้มีการอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเราสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หลังจากนั้นจึงมาอธิบายถึงสภาวธรรม
คัมภีร์วิสุทธิมรรค รจนาโดย พระพุทธโฆษาจารย์
นักปราชญ์ชาวอินเดีย เมื่อ พ.ศ.956 ซึ่งได้สรุปความจากพระไตรปิฏกไว้อย่างครบถ้วน
โดยคำว่า “วิสุทธิมรรคนั้น” หมายถึง หนทางสู่พระนิพพาน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับธาตุทั้ง 4 นั้นได้
อธิบายไว้อย่างละเอียด ในปริเฉทที่ 11 สมาธินิเทศ ในหัวข้อย่อย วิธีเจริญกัมมัฏฐาน,
ปฐวีธาตุ, อาโปธาตุ, เตโชธาตุ, วาโยธาตุ,
ธาตุ 4 เป็นมหาภูติ
ในที่นี้ผมจะขออนุญาตสรุปตามที่ผมอ่านแล้วเข้าใจให้ฟังนะครับ
คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ในส่วนของหัวข้อวิธีเจริญกัมมัฏฐานนั้น
ในคัมภีร์จะเปรียบเทียบให้เราเห็นความเข้าใจเรื่องธาตุทั้ง 4 ที่แตกต่างกันใน
2 ลักษณะคือ ลักษณะแรกเข้าใจธาตุทั้ง 4 ในลักษณะรูปธรรม
เช่น ธาตุดิน คืออะไรที่แข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ส่วนลักษณะที่สองคือเข้าใจธาตุทั้ง 4
ในลักษณะของสภาวธรรม
คือ เข้าใจว่า ทุกๆส่วนของร่างกาย สามารถที่จะเป็นได้ทั้ง 4 ธาตุ
ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่เข้ามากระทบ หลังจากนั้นจึงจำแนกธาตุทั้ง 4 ในลักษณะของรูปธรรมออกไปอีก
4 หัวข้อ คือ ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ)
เตโชธาตุ(ธาตุไฟ)
และวาโยธาตุ(ธาตุลม)
จนกระทั่งหัวข้อสุดท้ายจึงมาสรุปว่าธาตุทั้ง
4 คือ มหาภูติ อันหมายถึง
สภาวะที่ไม่มีอยู่จริงแต่เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
คล้ายกับสภาวธรรมขณะที่เจริญกัมมัฏฐานนั่นเอง
หลังจากการบวชจบลง
ผมรู้สึกว่า เราเรียนแพทย์แผนไทยกันแต่เปลือกนอก ไม่ได้เข้าใจลักษณะและต้นตอความเป็นมาที่แท้จริง
จึงทำให้บางครั้งผู้เรียนเองรู้สึกสับสน และลังเลใจกับศาสตร์ด้านนี้
ผมว่าคงถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่หลายๆท่านในสังคม
จะลุกขึ้นมาปรับและลดในส่วนการเรียนการสอน
เพื่อทำให้แพทย์แผนไทยปรับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น